พลวัฒน์ชนะมะเร็ง

มะเร็งคือความผิดปรกติของเซลในร่างกาย เราสามารถชนะได้ด้วยตนเอง
It is currently Sat Apr 19, 2014 7:56 pm

All times are UTC + 7 hours [ DST ]



Welcome
Welcome to phonlawat

คำอธิษฐาน

ด้วยความปราถนาดีที่ข้าพเจ้าได้ทำไปต่อเพื่อนมนุษย์ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันขอให้ส่งผลบุญถึงข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ อุปสรรคใดๆ โรคภัยใดๆโดยเฉพาะโรคมะเร็ง สัพพะทุกข์ สัพพะโศก สัพพะโรค สัพพะภัย สัพพะเคราะห์ เสนียดจัญไร ขอให้มลายสิ้นไป จงพ้นไปจากตัวข้าพเจ้าและครอบครัว ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง ตลอดกาลเทอญ

ปล.พลวัฒน์ - ยินดีให้คำแนะนำปรึกษาทั้งด้านกำลังใจ จิตใจ และความรู้ข้อมูลต่างๆโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น เพื่อให้ทุกท่านได้สามารถผ่านพ้นความมืดและสามารถยืนขึ้นลุกขึ้นเดินสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และต่อสู้กับโรคนี้จนสามารถก้าวสู่โลกแห่งความสดใสได้ด้วยตัวของท่านเอง

phonlawatv@hotmail.com


Post new topic Reply to topic  [ 5 posts ] 
Author Message
 Post subject: การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
PostPosted: Sun Jun 14, 2009 4:18 pm 
Offline
Site Admin
User avatar

Joined: Wed May 13, 2009 1:06 am
Posts: 503
การตรวจเลือด

กรุ๊ปเลือด (Blood Group)

ปกติกรุ๊ปเลือดจะรายงานผลออกมา เป็นสองระบบคือ

1.ABO System และ
2.Rh System


โดยจำแนกตาม Antigen บนเม็ดเลือดแดงที่มีอยู่

ในระบบ ABO จะแบ่งออกได้ สี่กรุ๊ปคือ A , B , AB และ O Group O พบมากสุด, A กับ B พบพอๆ กัน และ AB มีน้อยที่สุด)

ในระบบ Rh จะรายงานได้เป็นสองพวก

1. +ve หรือ Rh+ve คือ พวกที่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้พบได้มากเกือบทั้งหมดของคนไทยเป็นพวกนี้

2. -ve หรือ Rh-ve คือ พวกที่ไม่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้พบได้น้อยมาก คนไทยเราพบเลือดพวกนี้ แค่ 0.3%เป็นพวกที่บางครั้งเรียกว่า ผู้มีโลหิตหมู่พิเศษ จะพบได้มากขึ้นในชาวไทยซิกข์ (แต่ในคนพวกนั้น แม้ว่าจะมี Rh-ve มากกว่าคนไทยปกติ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นพวก Rh +veอยู่ดี)


ตัวอย่างการรายงานกลุ่มเลือดเช่น A+ve คือ เลือดกรุ๊ป A Rh+ve ตามปกติ AB-ve อันนี้เป็น กรุ๊ป AB และ เป็นหมู่เลือดพิเศษ Rh-ve ซึ่งหายากที่สุด ปกติ AB ในคนไทยพบน้อยกว่า 5% ถ้าเป็น AB-ve นี่ พบแค่ 1.5 คน ในหมื่นคนเท่านั้น

CBC (Complete Blood Count ) เป็นการตรวจเลือดทั่วๆ ไปที่ใช้กันบ่อยที่สุด ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้หลายอย่างๆ การรายงานจะมีค่าที่เกี่ยวข้องออกมาหลายตัว ซึ่งต้องดูประกอบไปด้วยกันหลายๆ ค่า ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย แต่ก็เป็นการตรวจ ที่สำคัญอันนึง (บางแห่งใช้เป็นการตรวจพื้นฐานก่อนรับคนไข้นอนรพ.คู่กับ การตรวจปัสสาวะ (U/A)

ค่าต่างๆ ที่รายงานใน CBC

Hct (Hemotocrits)

หรือ เปอร์เซนต์ของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นเทียบกับปริมาตร ของเลือดทั้งหมด ค่านี้ใช้บอกภาวะโลหิตจาง หรือ ความข้นของเลือด

ปกติ คนไทย Hct จะอยู่ประมาณ 30กว่า % ถึง 40 กว่า% ถ้าต่ำกว่า 30% ถือว่า ต่ำมาก อาจจะต้องพิจารณาให้เลือด ช่วยในบางราย

ถ้า Hct สูงมากอาจจะต้อง ระวังโรคที่มีการสร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมามากผิดปกติ หรือพวกไข้เลือดออกในระยะช้อค ก็จะมีค่าตัวนี้สูงเนื่องจากน้ำเลือดหนีออกจากเส้นเลือด (ต้องดูค่าอื่นๆ ประกอบด้วย)


Hb (Hemoglobin)

เป็นสารสีแดงในเม็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยจับอ๊อกซิเจน ค่าของ Hb ใช้บอกภาวะโลหิตจาง เช่นเดียวกันกับ Hct

ค่าปกติของ Hb มักจะเป็น 1/3 เท่าของ Hct และหน่วยเป็น Gm% เช่น คนที่ Hct 30% จะมี Hb =10 gm% เป็นต้น


WBC (White Blood Cell Count)

หรือ ปริมาณเม็ดเลือดขาวทุกชนิด ในเลือดรวมกัน ค่าปกติ จะอยู่ ประมาณ 5000-10000 cell/ml

ถ้าจำนวน WBC ต่ำมาก อาจจะเกิดจากโรคที่มีภูมิต้านทานต่ำบางอย่าง หรือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางประเภท หรือ โรคที่มีการสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ เช่น Aplastic Anemia หรือไขกระดูกฝ่อซึ่งจะทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงทั้งหมด (ทั้ง เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือด ต่ำหมดทุกตัว)

ถ้า WBC มีจำนวนสูงมาก อาจจะเกิดจากการติดเชื้อพวกแบคทีเรีย แต่จะต้องดูผล การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว (Differential Count) ประกอบด้วย

แต่ถ้าจำนวน WBC สูงมากเป็นหลายๆ หมื่นเช่น สี่ห้าหมื่น หรือเป็นแสน อันนั้นจะทำให้สงสัยพวกมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่จะต้องหาดูพวกเซลล์เม็ดเลือดขาว ตัวอ่อนจากการแยกนับเม็ดเลือดขาว หรือเจาะไขกระดูกตรวจอีกครั้ง

(มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) อาจจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวปกติ หรือ ต่ำกว่าปกติ ก็ได้เรียกว่า Aleukemic Leukemia)



Differential Count

การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว จะรายงานออกมาเป็น % ของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ (ดังนั้นรวมกันทั้งหมดทุกชนิดจะต้องได้ 100 % พอดี) ตัวสำคัญหลักๆ ดังนี้

PMN หรือ N หรือ Neu (Polymorphonuclear cell หรือ Neutrophil)

ตัวนี้ ค่าปกติ ประมาณ 50-60% ถ้าสูงมาก (เช่นมากกว่า 80% ขี้นไป และโดยเฉพาะถ้า สูงและมีปริมาณWBC รวม มากกว่าหมื่น ขึ้นไป จะทำให้นึกถึงภาวะมีการติดเชื้อแบคทีเรีย

Lymp หรือ L (Lymphocyte)

หรือเม็ดน้ำเหลือง พวกนี้ปกติ จะพบน้อยกว่า PMN เล็กน้อย (สองตัวนี้รวมกัน จะได้เกือบ 100 % ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด) ถ้าพบ Lymp ในปริมาณ สัดส่วนสูงขึ้นมามากๆ โดยเฉพาะร่วมกับ ภาวะเม็ดเลือดขาว(WBC)โดยรวมต่ำลง อาจจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะถ้ามี Lymp ที่รูปร่างแปลกๆและตัวโตผิดปกติ ที่เรียกกันว่า Atypical Lymphocyte จำนวนมากร่วมกับ เกล็ดเลือดต่ำ และ Hct สูง จะพบได้บ่อยในคนไข้ ไข้เลือดออก

Eosin หรือ E (Eosinophil)

พวกนี้เป็นเม็ดเลือดขาว ที่ปกติไม่ค่อยพบ (อาจจะพบได้ 1-2%) แต่ถ้าพบสูงมากเช่น 5-10% หรือมากกว่า พวกนี้จะสงสัยว่าเป็น พวกโรคภูมิแพ้ หรือพยาธิในร่างกาย

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตัว เช่น B หรือ Basophil , M หรือ Monocyte และพวกตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะพบในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จะรายงานเมื่อพบ และต้องการการตรวจละเอียดเพิ่มต่อไป


Platelets

หรือเกล็ดเลือด เป็นเซลเม็ดเลือด คล้ายเศษเม็ดเลือดแดง เป็นตัวที่ช่วยในการหยุดไหล ของเลือด เวลาเกิดบาดแผล คนปกติ จะมีจำนวนประมาณ แสนกว่าเกือบสองแสน ขึ้นไปถึงสองแสนกว่า การรายงานอาจจะรายงานเป็นจำนวน cell/ml เลยจากการนับ หรือ จากการประมาณด้วยสายตาเวลาดูสไลด์ที่ย้อมดูเม็ดเลือด แล้วประเมินปริมาณคร่าวออกมาดังนี้

- Adequate หรือเพียงพอ หรือพอดี หรือปกติ (ผู้ที่มีเกล็ดเลือด 150,000~350,000 เซล/ลูกบาศก์มิลลิเมตร )
- Decrease หรือ ลดลงกว่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติ (ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำกว่า 50,000 เซล/ลูกบาศก์มิลลิเมตร ถ้าต่ำกว่า 20,000 เซล/ลูกบาศก์มิลลิเมตร อาจต้องให้เกล็ดเลือดเพิ่ม)

พวกนี้มักจะพบในคนไข้ที่ติดเชื้อพวกไวรัส (เช่นไข้เลือดออก) หรือ มีการสร้างผิดปกติ หรือ โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Thrombocytopenic Purpura (ITP) ซึ่งทำให้มีเลือดออกง่ายและเกิดจ้ำเลือดได้ตามตัว พบได้บ่อยพอสมควร


- Increase พบได้ในบางภาวะเช่นมีการอักเสบรุนแรง มีเนื้องอกบางชนิดในร่างกายหรือ มีการเลือดฉับพลัน (จะมีการกระตุ้นให้ไขกระดูกเร่งสร้างเกล็ดเพื่อไปช่วยทำให้เลือดหยุด และอุดบาดแผล) นอกจากนี้ยังมีพวกที่เกล็ดเลือดสูงขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ต่างๆ ก็ได้ เรียกว่า Essential Thrombocytosis

(พวกที่มีความผิดปกติ ทั้ง Decrease และ Increase นี่อาจจะต้อง นับ Platelets ให้ละเอียดแล้วรายงานเป็นตัวเลขอีกที)


RBC Morphology

หรือรูปร่างของเม็ดเลือดแดง จะมีรายงานออกมาหลายรูปแบบ ตามลักษณะที่มองเห็น ซึ่งจะช่วยแยกโรคได้หลายอย่าง เช่น บอกว่าเป็น ธาลลาสซีเมียได้คร่าวๆ หรือ บอกภาวะโลหิตจาง จากการขาดเหล็กเป็นต้น และบางครั้ง อาจจะเห็นพวก มาเลเรีย อยู่ในเม็ดเลือดแดงด้วยก็ได้


ไวรัสตับอักเสบบี

HBsAg เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส ตับอักเสบชนิด B ว่ามีในเลือดหรือไม่

* ถ้ารายงานว่า HBsAg -ve ก็คือปกติ หรือไม่มีเชื้อนี้ในเลือด

* ถ้ารายงานว่า HBsAg +ve ก็คือพบว่า มีเชื้อนี้ในเลือด ซึ่งต้องดูว่าจะเป็นประเภทไหนดังต่อไปนี้

...... พวกที่มีเชื้อ และ มีอาการอักเสบฉับพลันของตับชัดเจน (เช่นมีไข้ท้องอืดตาเหลืองตัวเหลือง และมีค่าเอ็นไซม์ต่างๆของตับผิดปกติ) รวมทั้งอาจจะมีประวัติเพิ่งสัมผัสโรคมา ก็จัดเป็นพวกที่ กำลังเป็นไวรัสตับอักเสบชนิด B พวกนี้ถ้าได้รับการรักษา ด้วยการพักผ่อนให้พอเพียง ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติได้ และเชื้อจะหมดไปจากเลือดภายในหกเดือน และจะมีภูมิต้านทาน (HBsAb) เกิดขึ้นมาแทน และจะไม่เป็นโรคนี้อีกต่อไป แต่ถ้าหกเดือนแล้วยังไม่หาย ก็จะกลายเป็นพวกพาหะ หรือ พวกตับอักเสบเรื้อรัง ต่อไป

...... พวกที่มีเชื้อ แต่ไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งผลการตรวจเอ็นไซม์ของตับปกติ พวกนี้เรียกเป็นพาหะ (Carrier) (ดูเรื่อง LFT ข้างล่างประกอบอีกที) พวกนี้ไม่มีอันตราย แต่ต้องระวังเชื้อจะติดต่อไปยัง คู่สมรสได้หรือ ถ้าเป็นหญิงก็ จะมีเชื้อผ่านไปลูกได้ และถ้ากินเหล้าหรือตรากตรำอาจจะเกิดตับอักเสบขึ้นมาภายหลังได้ แต่ก่อนพวก พาหะตับอักเสบบีนี้ จะไม่มีการรักษาเฉพาะ (มีหายไปเองได้บ้างบาวส่วน) แต่ปัจจุบัน มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อใช้ยาให้ภาวะนี้หายไปได้มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

(หมายเหตุ - กรณีที่เป็นพาหะ ที่เจาะเลือดเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะมีประวัติ คล้ายตับอักเสบมาก่อนไม่เกินหกเดือนอาจจะ ไม่ใช่พาหะก็ได้ อาจจะเป็นพวกตับอักเสบ ที่กำลังหายแต่เชื้อยังไม่หมดไป ควรรอจนครบหกเดือนแล้วเจาะซ้ำอีกครั้ง ถ้ายังพบเชื้ออยู่ จึงจัดเป็นพาหะนำเชื้อตับอักเสบ)

...... พวกที่มีเชื้อ และยังไม่มีอาการอะไร แต่อาจจะพบมีค่าเอ็นไซม์ของตับสูงผิดปกติ หรือ มีประวัติเคยเป็นตับอักเสบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง พวกนี้จะจัดเป็นพวกที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง พวกนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบรุนแรงกลับขึ้นมาอีก หรือ เกิด ภาวะตับแข็ง ตลอดจนมะเร็งตับได้ง่ายกว่าคนปกติมาก พวกนี้ถ้าจำเป็นอาจจะต้อง รับการวินิจฉัยด้วยการเจาะเอาเนื้อตับมาตรวจ (Liver Biopsy) และพิจารณาให้ Interferon เพื่อการรักษา (ราคาแพงมาก)

HBsAb ตัวนี้เป็นการตรวจหาระดับ ภูมิต้านทานต่อเชื้อตับอักเสบชนิด B

# ถ้ารายงานว่า HBsAb -ve ก็คือ ไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ในเลือด และถ้าไม่มีเชื้อ (HbsAg) ด้วย และไม่เคยมีประวัติได้รับวัคซีนมาก่อน ถ้าอยากจะป้องกันโรคนี้ไว้ ก็ให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบได้ รวมสามเข็ม จะมีผลป้องกันได้ตลอดไป

แต่ถ้าเคยมีประวัติได้รับวัคซีนนี้มาครบสามเข็มแล้ว แม้ว่าการตรวจ จะไม่พบระดับภูมิต้านทานนี้ อายุรแพทย์ และกุมารแพทย์หลายท่าน ยังคงแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพิ่ม เนื่องจากมีการศึกษา และรายงานว่า แม้ระดับภูมิต้านทานจะต่ำกว่า ระดับที่เราจะตรวจพบได้ แต่ก็ยังคงเพียงพอต่อการป้องกันโรค


# ถ้ารายงานว่า HBsAb +ve พวกนี้ดี คือมีภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้แล้ว และจะไม่เป็นโรคนี้อีก พวกนี้อาจจะเกิดจากเคยฉีดวัคซีนนี้ครบแล้วมาก่อน หรือเคยเป็นโรคนี้แล้วหายไปแล้ว หรือ บางคนเคยรับเชื้อและหายไปเองโดยไม่รู้สึกตัว (ผมเองก็เป็นแบบนี้ คือมีภูมิต้านทานโดยไม่รู้ตัว)


เบาหวาน

FBS (Fasting Blood Sugar) = ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ที่เจาะหลังงดอาหารไม่น้อยกว่า 6 ชม.

คนปกติ ค่าจะอยู่ระหว่าง 60-110 mg%(บางแห่งใช้แค่ 100 ) ถ้าสูงกว่านี้เรียกว่า เป็นเบาหวาน แต่ถ้าต่ำกว่า 60 ถือว่าต่ำเกินไป(Hypoglycemia) อาจจะมีอาการหิวใจสั่นหน้ามืดเป็นลม ไปถึงชักหมดสติได้เช่นกัน เช่นคนเป็นลมเพราะอดอาหาร หรือคนเป็นเบาหวานแล้วกินยา หรือฉีดยาลดน้ำตาลมากเกินไป

Cholesterol

Cholesterol เป็นไขมันตัวนึงในเลือด (ตัวนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดี) ถ้าสูงมากจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดตามที่ต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ หรือไต เป็นต้น คนปกติ จะไม่เกิน 200 Mg% (ตัวนี้เดิมเคยให้ถือว่าสูงเมื่อเกิน 250mg% แต่ปัจจุบันใช้ค่าที่มากกว่า 200mg% ก็ถือว่าสูงจนผิดปกติแล้ว)


ไขมันในเลือด

Triglyceride เป็นไขมันอีกตัวนึงในเลือด (แต่คนไม่ค่อยคุ้นกับตัวนี้กัน) ตัวนี้ถ้าสูงมากก็ทำให้เกิดการอุดตันหลอดเลือดในที่ต่างๆ ได้เหมือนกับ Cholesterol นอกจากนี้ยังพบขึ้นสูงได้ ในรายที่กินเหล้ามากๆ พวกนี้ถ้าสูงมากๆ อาจจะไปสะสมที่ตับ เป็น Fatty Liver และเกิดตับแข็งตามมาได้

ค่าปกติ ไม่ควรสูงเกิน 200 mg% เช่นกัน (แต่บางตำราให้แค่ 170 mg% และบางคนที่กินไขมันมากๆ อาจจะทำให้ไขมันตัวนี้ในเลือดขึ้นสูงไปได้ถึง 5-600 mg% ก็มี)

การเจาะพวกไขมันทั้งสองตัว ถ้าให้ได้ผลดีควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกไขมันมากๆ ล่วงหน้าสามสี่วันก่อนตรวจก็จะดียิ่งขึ้น


HDL (High Density Lipoprotien) = ไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลสูง ตัวนี้ช่วยในการนำพวกไขมันที่เกิดโทษ (เช่น Cholesterol และ Triglyceride) ไปกำจัดทิ้ง ซึ่งจะทำให้มีการอุดตันหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆได้น้อยลง

ตัว HDL ยิ่งมีระดับสูงยิ่งดี(ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่ายก็คือ Cholesterol กับ Triglyceride เป็นขยะที่ต้องกำจัดทิ้ง (จริงๆ มันก็มีประโยชน์แต่ถ้ามีมากก็จะก่อให้เกิดปัญหา การอุดตันตามหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ) เหมือนขยะหมักหมม แต่ HDL จะเปรียบเหมือน รถขนขยะ ถ้ายิ่งมีมากยิ่งดี จะได้มาช่วยเก็บขยะไปได้มาก ทำให้แม้ขยะจะมีมาก แต่ถ้ามีรถขนขยะมากก็ช่วยบรรเทาไปได้

คนปกติ ควรมี HDL สูงมากกว่า 35 Mg% (ยิ่งมากยิ่งเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตัน หลอดเลือดต่างๆ น้อยลง รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจด้วย)


โรคเก๊าต์

Uric Acid ตัวนี้เป็นเกลือยูริคในกระแสเลือด พบสูงได้ในโรคเก๊าต์ นอกจากนี้ยังพบในโรคอื่นๆอีกหลายอย่างเช่นโรคที่มีการทำลายของเม็ดเลือดมากผิดปกติ เป็นต้น คนปกติผู้ชายสูงไม่เกิน 8.5 mg% หญิงไม่เกิน 8.0mg% ( บางแห่งให้ใช้ค่าปกติ เป็นชายน้อยกว่า 8 หญิง น้อยกว่า 7)

ตรวจการทำงานของไต

Creatinine = เป็นการตรวจการทำงานของไต ในการกำจัดของเสีย ถ้าคนไข้ที่มีภาวะไตวาย จะมีค่าตัวนี้สูงกว่าปกติ คนปกติ จะสูงไม่เกิน 1.8mg% ถ้าสูงมากๆ ต้องระวังว่าเกิดภาวะไตเสื่อม หรือไตไม่ค่อยทำงานที่เรียกกันว่า ไตวาย


BUN (Blood Urea Nitrogen) = การตรวจหาสารนี้ในเลือด ใช้เพื่อดูการทำงานของไต คู่กับ Creatinine เช่นกัน ในคนที่ไตทำงานกำจัดสารพิษ ออกจากร่างกายได้น้อยลง (ไตวาย) จะมีสารนี้สูง มาก คนปกติ ไม่ควรสูงเกิน 20 mg%

ตรวจการทำงานของตับLFT (Liver Function Test) หรือ การตรวจการทำงานของตับ จะเป็นการตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่างๆ ในเลือดหลายตัวเข้ามาประกอบกัน ด้วยกันเป็นชุด ประกอบด้วย

# SGOT และ SGPT สองตัวนี้เป็นเอ็นไซม์ของตับ ที่จะพบเมื่อมีการทำลายของเซลล์ตับ เช่นเกิดจากภาวะตับอักเสบ จากโรคต่างๆ เป็นต้น ค่าปกติ ของสองตัวนี้ประมาณไม่เกิน 40 U/L

# Alk Phosphatase = ค่าเอ็นไซม์ของเลือดอีกตัวหนึ่ง คนปกติจะมีค่า Alk Phos สูงไม่เกิน 280 Mg%

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ คือ ถ้าตัวนี้สูงมาก จะระบุว่าอาจจะมีการอุดตัน ของระบบทางเดินน้ำดีในตับ เช่นจากภาวะตับแข็ง หรือถ้าสูงมากๆ ก็อาจจะต้องนึกถึง พวกนิ่วในท่อน้ำดี หรือ มะเร็งในตับหรือทางเดินน้ำดี

นอกจากนี้ยังพบเอ็นไซม์ตัวนี้สูงได้ ในโรคที่มีการทำลายกระดูก และมีการสร้างกระดูกขึ้นชดเชย ด้วยเช่นกัน

(ถ้าคนทีมีนิ่วอุดตันหรือมะเร็งในตับอาจจะสูงเป็นพัน เลยก็ได้)


# TB (Total Bilirubin) = สารน้ำดี ทั้งหมด ในกระแสเลือด คนปกติ ค่า TB จะสูงไม่เกิน 1.5 mg% ถ้ามีมาก เรียกว่ามีภาวะ ดีซ่าน(Juandice) มีอาการตาเหลืองตัวเหลือง ซึ่งเกิดได้จากทั้งโรคจากตับ หรือนิ่วในระบบท่อน้ำดี หรือโรคที่มีการแตกตัวหรือ ทำลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติก็ได้

DB (Direct Bilirubin) = สารน้ำดี ชนิดที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง (Conjugated) ที่ตับแล้ว (เป็นพวกที่ละลายในน้ำ) คนปกติ จะมี DB ไม่เกิน 0.5 mg %


ถ้าเอาค่า DB หักออก จากค่า TB (TB- DB) จะได้เป็นค่าของ Indirected Bilirubin หรือพวกน้ำดี ซึ่งยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ตับ (Unconjugated Bilirubin) ซึ่งเป็นพวกละลายในไขมัน)

การแปลผลโดยอาศัย ค่าของ TB , DB และ Indirect Bilirubin(ปกติตัวหลังไม่มีรายงาน แต่หาได้จากการคำนวนที่ เอาสองตัวแรกลบกันอย่างที่บอก) จะช่วยให้เราช่วยแยกได้ว่า ดีซ่านนั้น มีสาเหตุจากตัวตับทำงานผิดปกติเอง หรือ ตับยังทำงานได้ (เปลี่ยนแปลงน้ำดี จาก Indirect Bilirubinไปเป็น DBได้) แต่เกิดการอุดตันจากทางเดินน้ำดี หรือ จากสาเหตุอื่น ที่ทำให้มีการสร้างน้ำดีมากผิดปกติ เช่น โรคที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ


# Alb (Albumin) = ระดับของโปรตีนอัลบูมินในเลือด ค่าปกติ ตัวนี้อยู่ประมาณ 3.5-5 mg% ถ้ามีค่าต่ำกว่าปกติอาจจะเกิดจาก ขาดอาหารพวกโปรตีน หรือมีการสูญเสียออกทางไตไปมากในคนที่เป็นโรคไต (Nephrotic Syndrome) หรือ มีความผิดปกติเรื้อรังของตับ เช่นตับแข็ง ก็ทำให้ มีระดับอัลบูมิน ต่ำลงได้

Glob (Globumin) = โปรตีนอีกตัวหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน ของร่างกาย (พวกแอนติบอดี้ ต่างๆ ก็มักจะอยู่ในรูปของ Globurin )


# ค่าปกติ ของ Glob ประมาณ 2.0-3.5 mg%

Glob สร้างจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกายไม่ใช่ที่ตับเหมือน Albumin นอกจากนี้ ในคนไข้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับแข็ง จะพบว่ามีการกระตุ้นให้มีการสร้าง Globulin มากกว่าปกติ ทำให้ระดับของ Glob ในเลือดสูงผิดปกติ

จะสังเกตเห็นว่าในโรคตับเรื้อรัง จะมี Alb ลดลง และ Glob เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อดูสัดส่วนระหว่าง Alb/Glob จะเห็นว่า แทนที่ Alb จะมากกว่า Glob ตามปกติ คนไข้โรคตับเรื้องรัง จะพบว่า สัดส่วนจะพลิกกลับกลายเป็น Glob มากกว่า Alb


การตรวจปัสสาวะ

U/A (Urinary Analysis) คือการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ จะมีค่าที่รายงานออกมาหลายอย่างเช่น

ลักษณะของปัสสาวะทั่วไป เช่น ความขุ่นใส สี คนปกติ ควรมีสีเหลืองอ่อนและใส ( Yellow Clear)

* Sp G (Specific Gravity) = ความถ่วงจำเพาะ คนปกติจะอยู่ประมาณ 1.010 ถึง 1.020

......ถ้าสูงเกินไป อาจจะเกิดจากร่างกายขาดน้ำ เช่นดื่มน้ำน้อย ท้องร่วงรุนแรง หรือในเด็กเป็นไข้เลือดออกที่กำลังช้อค และได้น้ำชดเชย น้อยเกินไปทำให้ขาดน้ำในกระแสเลือด จะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น

......ถ้าต่ำไป อาจจะเกิดจาก กินน้ำมากเกิน ร่างกายจึงกำจัดน้ำ ออกมาทางปัสสาวะเยอะ หรือ เป็นโรคที่ทำให้มีปัสสาวะมีน้ำออกมา มากผิดปกติ เช่น โรคเบาจืด

pH หรือ ความเป็นกรดเป็นด่างของปัสสาวะ คนปกติจะมี pHประมาณ 6-8 ค่าความเป็นกรด และด่างของปัสสาวะมีผลต่อการออกฤทธิ์ ของยาบางอย่างและการตกตะกอน ของสารบางอย่าง ในปัสสาวะทำให้เกิดนิ่วได้

Alb (Albumin) หรือ Protein คือโปรตีนไข่ขาว ปกติในปัสสาวะไม่ควรมีโปรตีนไข่ขาวนี้ หลุดออกมา แต่ถ้าไตทำงานผิดปกติ จะมีAlb ออกมาในปัสสาวะ เช่นคนไข้ โรคไตชนิด Nephrotic Syndrome หรือ ถ้าเป็นในคนท้อง ถ้าพบ Alb ก็จะต้องระวังภาวะครรภ์เป็นพิษ (ซึ่งจะพบมีอาการบวม และ ความดันสูงร่วมไปด้วย)

* Sugar หรือ Glucose คนปกติ ไม่ควรมีน้ำตาลหรือกลูโคสในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบ จะสงสัยว่าคนไข้อาจจะเป็นเบาหวาน ควรจะงดอาหารไม่น้อยกว่าหกชม. แล้วเจาะเลือด ดูน้ำตาลในเลือด(FBS )เพื่อยืนยันโรคเบาหวานต่อไป (Note ทั้ง alb และ sugar ปกติจะรายงานปริมาณมากน้อย เป็น +1,+2,+3,+4 ตามลำดับ)


WBC หรือเม็ดเลือดขาว ในคนปกติ ไม่ควรมีเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะเลย

* ถ้ามีเม็ดเลือดขาวออกมามากในปัสสาวะ แสดงว่ามีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบ (ปกติจะรายงานเป็นจำนวนเซลที่พบ ต่อพื้นที่ที่มองเห็นด้วยหัวกล้อง ขนาด X40หรือ High Dry Field (HDF)

* ถ้าพวกที่พบเล็กน้อย เช่น 1-2 Cell/ HDF อาจจะไม่สำคัญเท่าไรนักแต่ถ้าพวก มีการติดเชื้ออาจจะพบหลายสิบตัว หรือเป็นร้อยๆ ซึ่งจะรายงานว่า มีจำนวนมาก (Numerous)


RBC หรือเม็ดเลือดแดง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดขาวคือ คนปกติไม่ควรพบเม็ดเลือดแดง

* ถ้าพบแสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ อาจจะจากอุบัติเหตุ (ถ้ามีประวัติบ่งชี้ว่า ได้รับการกระแทกตามทางเดินปัสสาวะ) หรือมีเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ หรือมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ (การติดเชื้อบางครั้งก็ทำให้มีเม็ดเลือดแดงออกมา ในปัสสาวะได้แต่มักจะมี เม็ดเลือดขาวมากกว่า แต่สาเหตุที่พบบ่อยสุด ที่ทำให้พบเม็ดเลือดแดงจำนวนมากในปัสสาวะคือ นิ่ว )

(หมายเหตุ - การเก็บปัสสาวะถ้าคนไข้กำลังเป็นเม็นส์ควรหลีกเลี่ยง เพราะว่าจะมีเลือด จากเม็นส์ลงไปปนทำให้ พบเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง จำนวนมากในปัสสาวะได้)

Epithelial หรือเซลเยื่อบุทางเดินปัสสาวะในส่วนต่างๆ อาจจะพบได้เมื่อมีการอักเสบหรือความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ

www.nutritionwithherb.com

_________________
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
PostPosted: Sun Jun 14, 2009 4:27 pm 
Offline
Site Admin
User avatar

Joined: Wed May 13, 2009 1:06 am
Posts: 503
ความหมายของผลการตรวจเลือด

A/G RATIO (Albumin/Globulin Ratio)

เป็นอัตราส่วนของโปรตีน 2 ชนิด คือ Albumin ต่อ Globulin ค่าที่ต่ำพบได้ในโรคที่เกี่ยวข้องกับตับ ไต และการติดเชื้อ
ถ้าสูงเกินไปไม่มีความสำคัญมากนัก
Range: 0.8 - 2.0


ALBUMIN

เป็นรูปแบบของโปรตีนส่วนใหญ่ที่พบในเลือด ถูกสร้างโดยตับจากกรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร

ค่าที่ต่ำแสดงถึง ภาวะขาดอาหาร ท้องเสีย ไข้ ติดเชื้อ โรคตับ ขาดสารอาหารประเภทเหล็ก
Range: 3.2 - 5.0 g/dl


ALKALINE PHOSPHATASE

เป็นสารเอ็นไซม์ที่สร้างจากตับและกระดูก
ค่าสูงขึ้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะโรคของตับ หรือ กระดูก สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงมะเร็งได้
ค่าที่ต่ำกว่าปกติเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะขาดโปรตีน ขาดอาหาร ขาดวิตามิน
Range: 20 - 125 U/L


BILIRUBIN

ถูกผลิตภายในร่างกายจากการสลายฮีโมโกลบินและเม็ดเลือดแดงเนื่องจาก
หมดอายุหรือเม็ดเลือดแดงแตกสลาย ตับจะขับสารนี้ออกจากเลือดไปทางน้ำดี Bilirubin เป็นตัวบ่งชี้ที่ดีให้ทราบถึงภาวะการทำงานของตับ
การเพิ่มขึ้นของ Bilirubin เป็นเพราะ ตับอักเสบ ภาวะตับล้มเหลว
ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะเลือดถูกทำลายมากเกินไป
Range: 0 - 1.3 mg/dl


BLOOD UREA NITROGEN (BUN)

เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน ถูกขับถ่ายโดยไต
ค่าที่สูงบ่งชี้ว่า ไตทำงานไม่ดี ทานอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป ยาบางชนิด
ดื่มน้ำน้อยไป เลือดออกในลำไส้เล็ก
ค่าที่ต่ำบ่งชี้ว่าขาดอาหาร การดูดซึมอาหารไม่ดี ตับเสีย
Range: 7 - 25 mg/dl


CO2 (Carbon Dioxide)

ระดับของคาร์บอนไดออกไซด์มีความสัมพันธ์กับการฟอกเลือดเพื่อแลกเปลี่ยนอากาศที่ปอด
ค่านี้ใช้ประกอบกับการตรวจสารประเภทเกลือแร่ต่างๆภายในร่างกายเพื่อเป็นประโยชน์
ในการบ่งชี้ภาวะความเป็นกรด-ด่างภายในร่างกาย
Range: 22 - 32 mEq/L


CALCIUM

เป็นเกลือแร่ที่มีมากที่สุดภายในร่างกาย ระดับภายในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วงแคบๆ มีความสำคัญมากกับการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเลือด และอื่นๆ
ค่าที่สูงบ่งชี้ถึง ภาวะการทำงานมากเกินของฮอร์โมนพาราธัยรอยด์ โรคกระดูก
ทานอาหารที่มีแคลเช๊ยมมากเกินไป ยาบางชนิด
ภาวะที่แคลเซี่ยมต่ำอาจทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ มีสาเหตุจาก การทำงานน้อยกว่าปกติของต่อมพาราธัยรอยด์ โรคไต ภาวะพร่องวิตามิน D
Range: 8.5 - 10.3 mEq/dl


CHOLESTEROL

เป็นสารประเภทไขมันที่สำคัญมากในร่างกาย เป็นวัตถุดิบของสารจำเป็นมากมาย
ถูกสังเคราะห์ภายในร่างกายโดยตับ และได้รับจากอาหาร เมื่ออยู่ในเลือด
จะจับรวมกับโปรตีนเรียกว่า Lipoprotein ซึ่งมี 2 รูปแบบที่สำคัญคือ
LDL, HDL ดังนั้นค่า Cholesterol ที่ตรวจวัดได้จึงเป็นค่าที่รวมกันของ LDL, HDL
ค่าที่สูง จะเพิ่มความเสียงต่อการเป็นโรคหัวใจ โดยเกิดการหนา แข็งตัวของเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ
ค่าที่ต่ำ พบได้ในภาวะขาดอาหาร ตับทำงานไม่ดี โลหิตจาง
Range: 120 - 240 mg/dl


CHLORIDE

เป็นเกลือแร่ที่สำคัญตัวหนึ่งที่สำคัญในการดำรงอยู่ของเซลล์
ค่าสูง สัมพันธ์กับภาวะความเป็นกรดของเลือด
ค่าต่ำ ร่วมกับค่า Albumin ที่ต่ำลง หมายถึงภาวะบวมน้ำ
Range: 95 - 112 mEq/L


CREATININE

เป็นของเสียที่เกิดจากกล้ามเนื้อ และเป็นค่าบ่งชี้ภาวะการทำงานของไต
ค่าสูง โดยเฉพาะถ้า BUN สูงด้วย หมายถึง โรคไต
ค่าต่ำ พบได้ใน โรคไต โรคตับ
Range: 0.7 - 1.4 mg/dl


FERRITIN

คือโปรตีนที่มีส่วนประกอบของแร่เหล็กด้วย พบในเซลล์ และในเลือด
เป็นค่าบ่งชี้สถานะของแร่เหล็กภายในร่างกาย
ค่าสูง พบได้ในสภาวะหลายๆอย่างได้แก่ การอักเสบทั้งชนิดที่ติดเชื้อ
และไม่ติดเชื้อ โรคตับ Hemochromatosis
GGT (Gamma-Glutamyl Transpeptidase) เกี่ยวข้องในขบวนการขนส่ง
กรดอะมิโนเข้าสู่เซลล์ พบได้มากในตับ ดังนั้นจึงใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ดีถึงการดื่มแอลกอฮอล์
ค่าสูงพบได้ในผู้ติดเหล้า โรคตับ ท่อน้ำดีอุดตัน
Range: 0 - 65 U/L


GLOBULIN

เป็นชื่อของกลุ่มโปรตีนกลุ่มหนึ่งนอกเหนือจาก Albumin
ค่านี้ได้จากการนำค่า Total Protein ลบด้วยค่า Albumin
ค่าสูง พบในภาวะอักเสบติดเชื้อเรื้อรัง โรคตับ โรคข้ออักเสบ Rheumatoid
arthritis และ Lupus
ค่าต่ำพบได้ในภาวะโรคไตบางชนิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง อื่นๆ
Range: 2.2 - 4.2 g/dl


GLUCOSE

เป็นผลผลิตจากการย่อยคาร์โบไฮเดรต และไกลโคเจนที่ตับ เป็นแหล่งพลังงาน
ที่สำคัญของร่างกาย
ค่าสูง พบในโรคเบาหวาน โรคตับ ตับอ่อนอักเสบ
ค่าต่ำ พบในโรคตับ ภาวะอินซูลินมากเกินไป ธัยรอยด์ทำงานน้อยผิดปกติ
Range: 60 - 115 mg/dl


HDL (High-Density Lipoprotein)

ค่าสูงเป็นสัญญาณที่แสดงถึงภาวะการเผาผลาญอาหารที่ดี เนื่องจาก HDL
ช่วยหยุดยั้งการดูดจับ LDL ของเซลล์ และเป็นตัวพาหะนำคลอเรสเตอรอลจากอวัยวะส่วนต่างๆนำกลับไปสู่ตับ
ซึ่งจะถูกกำจัดออกไป
Range: 35 - 135 mg/dl


HEMATOCRIT (HCT)

วัดความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในเลือด ปกติเท่ากับ 45 % โดยทั่วไปผู้หญิงจะต่ำกว่าผู้ชาย
ค่าสูง คือ ภาวะขาดน้ำ
ค่าต่ำ คือ โลหิตจาง
Range: 37 - 54 %


HEMOGLOBIN (HGB)

เป็นสารสีแดงที่สำคัญในเม็ดเลือดแดง กล่าวคือทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่เซลล์ นำคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปขับออกที่ปอด พบในเม็ดเลือดแดงมากถึง
1 ใน 3 ของเม็ดเลือดแดง
ค่าต่ำ หมายถึง ขาดอาหาร เสียเลือดมาก
Range: 14 - 18 %


IRON

เหล็กมีความจำเป็นในการสร้าง โปรตีน ฮีโมโกลบิน Cytochrome & Myoglobin
ค่าสูง พบใน ตับเสื่อมเสียหาย , Pernicious anemia, Hemolytic anemia,
Hemochromitosis
ค่าต่ำ พบในโลหิตจาง ขาดแร่ธาตุทองแดง ทานวิตามินซีน้อย โรคตับ
การติดเชื้อเรื้อรัง ทานแคลเซียมมากไป หญิงมีรอบเดือนมาก
Range: 30 - 170 mcg/dl


LAH (Lactic Acid Dehydrogenase)

เป็นเอ็นไซม์พบที่ไต หัวใจ กล้ามเนื้อ สมอง ตับ ปอด
ค่าสูง พบใน ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย กล้ามเนื้อปอดตาย
Range: 0 - 250 u/L


LDH (Lactate Dehydrogenase)

เป็นเอ็นไซม์ในเซลล์ส่วนใหญ่ทั่วร่างกาย
ดังนั้นถ้าเซลล์ตาย LDH จะถูกปลดปล่อยออกมา
ค่าสูงเพิ่มเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ค่าอื่นที่เกี่ยวข้องไม่เกี่ยวข้อง ไม่ถือว่าผิดปกติอะไร
LDL ตรงข้ามกับ HDL ยิ่งมากยิ่งไม่ดี
ค่าสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเส้นเลือดแข็ง
Range: 62 - 130 mg/dl


LYMPHOCYTES

เป็นเม็ดเลือดขาวที่ต่อต้านกับเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัส เช่น หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส
ค่าสูง จึงมักหมายถึงการติดเชื้อไวรัส
ค่าต่ำ หมายถึง ภาวะภูมิคุ้มกันไม่ดี ขณะเดียวกัน ถ้า Neutrophil สูงขึ้นหมายถึงภาวะมีการติดเชื้อ
Range: 18 - 48 %


MCHC (Mean Corpuscular Hemoglobin Concentration)

ตรวจวัดค่าความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง มีประโยชน์ในการ
ประเมินผลการรักษาโรคโลหิตจาง
ค่าสูง พบได้ใน Spherocytosis
ค่าต่ำ พบได้ใน ภาวะขาดเหล็ก, สูญเสียเลือด, ธาลัสซีเมีย
Range: 32 - 36 %


MONOCYTES

เป็นเซลล์ที่มีประโยชน์ในการต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์ในการติดเชื้อ เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบการไหลเวียนโลหิต
ค่าสูง หมายถึง การอักเสบเรื้อรัง, มะเร็ง, ลิวคีเมีย
ค่าต่ำ แสดงถึงภาวะสุขภาพไม่ดี
Range: 0 - 9 %


PHOSPHORUS

เป็นแร่ธาตุที่มีมากในร่างกาย ( แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีมากที่สุด )
อาหารที่รับประทานมีผลต่อ Phosphorus ในเลือดมาก
ตัวนี้จะต้องดูควบคู่ไปกับระดับแคลเซียมในเลือด เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญ
ในการเคลื่อนย้ายของแคลเซียม และ รักษาความเป็นกรดด่างภายในร่างกาย
Range : 2.5 - 4.5 mEq/dl


POTASSIUM

เป็นแร่ธาตุ พบมากภายในตัวเซลล์มากกว่าในเลือดถึง 25 เท่า
มีความสำคัญมากในการทำงานของเซลล์ การทำงานของกล้ามเนื้อ
และหัวใจ ถือเป็นตัวที่มีความสำคัญมาก
ค่าต่ำ พบได้ในกรณี อาเจียนอย่างรุนแรง ท้องร่วง โรคไต ได้รับยาขับปัสสาวะบางตัว
Range: 3.5 - 5.5 mEq/L


PLATELETS

เป็นชิ้นส่วนของเม็ดเลือดแดง มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงมาก
ในเลือด 1 หยด จะมีเม็ดเลือดแดง 5,000,000 เซลล์ มีเกล็ดเลือดประมาณ
140,000 - 450,000 มีความสำคัญในการแข็งตัวของเลือดเมื่อมีแผลเพื่อ
ป้องกันการเสียเลือดมากเกินไป
ค่าสูง ได้แก่ โรคของไขกระดูกซึ่งเป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด
ค่าต่ำ อาจบ่งบอกถึงความผิดปกติในระบบภูมิคุ้มกัน และอีกหลายๆโรค
Range : 130 - 400 thous


PROTEIN

โปรตีนมีความสำคัญมาก เป็นเอ็นไซม์ต่างๆ ฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน
ปรับรักษาระดับความเป็นกรด ด่างในร่างกาย เป็นอาหาร แหล่งพลังงาน
มีโปรตีนที่สำคัญหลายชนิด ที่น่าสนใจได้แก่ Albumin และ Globulin
ค่าสูง พบได้ใน Lupus, โรคตับ, การอักเสบเรื้อรัง, ลิวคีเมีย, อื่นๆ
ค่าต่ำ พบใน ขาดอาหาร, โรคตับ , การดูดซึมอาหารไม่ดี
Range : 6.0 - 8.5 g/dl


RED BLOOD CELL COUNT (RBC)

เม็ดเลือดแดงมีหน้าที่นำพาออกซิเจนไปตามเลือดไปให้เซลล์ต่างๆและ
ขนคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปทิ้งที่ปอด
ในเลือดหยดหนึ่ง มีเม็ดเลือดแดงมากถึงประมาณ 5 ล้านเซลล์
ถูกผลิตจากไขกระดูก
Range : 4.2 - 5.6 mill/mcl


RETICULOCYTE COUNT

คือเม็ดเลือดแดงที่ยังอ่อนอยู่ ซึ่งไม่ควรมีมากนักในเลือด
SODIUM
เป็นแร่ธาตุ เป็น 1 ใน 4 ของแร่ธาตุที่พบมากในร่างกาย
มีความสำคัญต่อความสมดุลย์ของเกลือและน้ำ การนำกระแสประสาท
ค่าสูง พบใน สูญเสียน้ำมากเกินไป
ค่าต่ำ พบใน ท้องร่วง, โรคไต
Range: 135 - 146 mEq/L


TRANSAMINASE SGOT (AST)

Serum Glutamic Oxalocetic Transaminase
คือเอ็นไซม์ที่พบได้ใน หัวใจ, ตับ, กล้ามเนื้อ
ค่าสูง พบใน ภายหลังภาวะ Heart Attack , โรคตับ, โรคการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
Range: 0 - 42 U/L


TRANSAMINASE SGPT (ALT)

Serum Glutamic Pyruvic Transaminase
เป็นเอ็นไซม์ที่พบได้ใน ตับเป็นหลัก ในกล้ามเนื้อพบได้บ้าง ดังนั้นค่านี้จึงจำเพาะเจาะจง
ถึงโรคตับมากกว่า SGOT หรือ AST
ค่าสูง พบใน โรคตับ
Range: 0 - 48 U/L


TRIGLYCERIDES

คือรูปแบบของไขมันที่พบได้ในธรรมชาติ และรูปแบบของไขมันที่ถูกเก็บ
ในร่างกายซึ่งจะถูกเก็บในเซลล์ไขมัน (Adipose Tissue) มีหน้าที่หลักคือ
เป็นแหล่งของพลังงาน ระดับภายในร่างกายเปลี่ยนแปลงตามอาหารที่ทาน
และอัตราการกำจัดออก
ค่าสูง พบได้ใน Artherosclerosis, Hypothyroidism, โรคตับ,
ตับอ่อนอักเสบ, Myocardial Infarction, Metabolic disorders,
Toxemia, Nephrotic Syndrome
ค่าต่ำ พบได้ใน Chronic obstructive pulmonary disease,
Brain infarction, hyperthyroidism, malnutrition, malabsorption
Range : 0 - 200 mg/dl


URIC ACID

เป็นของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญ ( metabolism ) ซึ่งจะถูกขับถ่ายโดยไต
ค่าสูง พบได้ใน ทานอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว
์ , โรคเก๊าท์ , โรคไต, เบาหวาน, กำลังทานยาขับปัสสาวะบางชนิด
ค่าต่ำ พบใน โรคไต, Malabsorption, poor diet, liver damage
Range : 3.5 - 7.5 mg/dl


WHITE BLOOD CELL COUNT (WBC)

เม็ดเลือดขาวมีหลายชนิด มีหน้าทีในการต่อสู้กับเชื้อโรคที่มารุกราน
ค่าสูง พบใน การติดเชื้อ , การบาดเจ็ล , หลังผ่าตัด
ค่าต่ำ พบใน ภาวะบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน
Range : 3.8 - 10.8 thous/mcl


PLASMA THROMBIN TIME (THROMBIN CLOTTING TIME)

ตรวจสอบสภาพของ Fibrinogen เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรคตับ
Range : 10 - 15 วินาที


PLASMA AMMONIA

ตรวจสภาพตับ วัดผลการรักษาโรคตับว่าอาการทรุด หรือ ฟื้นได้ดีเพียงใด
ถ้าค่ายิ่งสูงจะหมายถึงสภาวะโคม่าของตับ


TOTAL PROTEIN TEST

ค่าสูง

พบใน Polyclonal or monoclonal gammopathies, marked
dehydration, ยาบางชนิด ได้แก่ Anabolic steroids, Androgens,
Corticosteroids, Epinephrine


ค่าต่ำ

พบใน Protein-losing gastroenteropathis, acute burns,
nephrotic syndrome, severe dietary protein deficiency,
chronic liver disease,malabsorption syndrome, agammaglobulinemia

_________________
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
PostPosted: Sun Jun 14, 2009 4:39 pm 
Offline
Site Admin
User avatar

Joined: Wed May 13, 2009 1:06 am
Posts: 503
การอ่านผลการตรวจเลือด

การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) :

เป็นพื้นฐานการตรวจเบื้องต้นเพื่อหาปริมาณของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว รวมทั้งเกร็ดเลือดในร่างกาย

Hemoglobin (HGB)

คือการวัดปริมาณ HGB ในเม็ดเลือดแดง เพื่อประเมินว่ามีภาวะของโลหิตจาง(ซีด)หรือไม่
ค่าปกติของ
ชาย 14 - 18 g/dl
ผู้หญิง 12 - 16 g/dl


ข้อสังเกต
1.การดื่มน้ำมากเกินไป อาจทำให้ค่า HGB ลดลง
2.HGB จะลดลงในภาวะตั้งครรภ์
3.HGB อาจสูงขึ้นในคนที่สูบบุหรี่จัด


Hematocrit (HCT)

คือการวัดเปอร์เซ็นต์ของปริมาตรเม็ดเลือดแดงในปริมาตรเลือดทั้งหมด ค่า HCT ที่วัดได้ ส่วนใหญ่จะประมาณ 3 เท่าของค่า HGB
ค่าปกติของ
ผู้ชาย 42 - 52 %
ผู้หญิง 37 - 47 %


ข้อสังเกต
1.ในคนที่งดน้ำก่อนการตรวจเลือดเป็นเวลานาน อาจทำให้ค่า HCT เพิ่มขึ้นได้
2.ในคนที่รับประทานยาขับปัสสาวะ ก็อาจมีค่า HCT สูงขึ้นได้
3.HCT จะสูงขึ้นในคนที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง หรือในคนที่สูบบุหรี่จัด
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตน


ในคนที่พบค่าของเม็ดเลือดแดงต่ำ (โลหิตจาง) ซึ่งสาเหตุจะยังไม่ทราบแน่นอน แต่ที่พบบ่อยอาจเกิดจากการขาด ธาตุเหล็ก เช่น การเสียเลือดจากการมีประจำเดือนในสตรีวัยเจริญพันธุ์ เป็นริดสีดวงทวาร หรืออาจมีพยาธิ เป็นต้น จึงแนะนำให้เสริมธาตุเหล็ก

1.โดยการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ ถั่วต่างๆ ตับ เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว และไข่
2.โดยการรับประทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กเสริม
3.ในบางกรณีอาจจะต้องทำการตรวจอุจจาระเพิ่มเติม


White Blood Cell Count ( WBC )

คือการนับจำนวนเม็ดเลือดขาวทั้งหมดใน 1 cu.mm.หรือ mL ซึ่งส่วนใหญ่มักจะมีค่าผิดปกติเมื่อมีการติดเชื้อในร่างกาย เช่น จากเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัส (แต่ทั้งนี้ต้องอาศัยประวัติ อื่นๆ ประกอบด้วย) ค่าปกติ 4,800 - 10,800 /mL

Differential White Cell Count

คือการหาเปอร์เซ็นต์ของ WBC แต่ละชนิด ซึ่งมีทั้งหมด 5 ชนิด

1.Neutrophils (NEUT) ค่าปกติ 40 - 74 % : จะพบสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อจำพวกแบคทีเรีย
2.Lymphocytes (LYMP) ค่าปกติ 19 - 48 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีการติดเชื้อไวรัสอย่างเฉียบพลัน หรือภาวะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่เรื้อรัง
3. Monocytes (MONO) ค่าปกติ 3 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในผู้ที่อยู่ในระยะฟื้นจากการติดเชื้อทั่วไป
4.Eosinophils (EOS) ค่าปกติ 0 - 9 %: จะพบสูงขึ้นในภาวะที่มีภูมิแพ้ (Allergy), ภาวะที่มีพยาธิในร่างกาย
5.Basophils : ค่าปกติ 0 - 2 %


Platelet Count (PLT)

คือการนับจำนวนของเกร็ดเลือดต่อ mL ในเลือด (เกร็ดเลือดมีความจำเป็นที่ทำให้เลือดแข็งตัว) ถ้าต่ำกว่า 100,000/mL ถือว่าน้อยไปอาจทำให้เลือดหยุดยาก ตรงกันข้ามถ้ามากไป คือสูงกว่า 400,000/mL จะทำให้เลือด แข็งตัวได้ง่ายขึ้น และอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดการอุดตันในเส้นเลือด ค่าปกติ 130,000 - 400,000 cells /m

การตรวจทางเคมีของเลือด

1. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Glucose)

คือการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเบาหวาน โดยควรงดอาหารและน้ำ อย่างน้อย 8 - 10 ชั่วโมงก่อนตรวจ
ค่าปกติ 75 - 110 mg/dl ในกรณีที่มีค่า Glucose สูงกว่าค่าปกติ อาจจะต้องพิจารณาดังต่อไปนี้;


1.1. ถ้าค่า Glucose มากกว่า 110 mg/dl แต่ไม่เกิน 140 mg/dl แสดงว่าอาจเริ่มมีอาการของโรคเบาหวาน
ข้อแนะนำ
ควรควบคุมการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน,น้ำอัดลม,น้ำตาลหรือผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลำใย เป็นต้น

1.2. ถ้าค่า Glucose มากกว่า 140 mg/dl แต่ไม่เกิน 200 mg/dl แสดงว่าเป็นโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น
ข้อแนะนำ
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสหวาน,น้ำอัดลม, น้ำตาลหรือผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลำใย เป็นต้น
- ลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง (เพราะจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาล)
- ลดปริมาณแคลอรี่ของอาหารที่
- รับประทานอาหารประเภทที่มีเส้นใยอาหารสูงเช่น ผักประเภทต่างๆ เช่น คะน้า หอมใหญ่ ฯลฯ
- หลีกเลี่ยงการดื่มเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำแล้ว ประมาณ 2 เดือน ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเลือดหาน้ำตาลซ้ำ

1.3. ถ้าค่า Glucose สูงกว่า 200 mg/dl
ข้อแนะนำ
- ปฏิบัติตามคำแนะนำในข้อ (ข)
- ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจจำเป็นต้องรับประทานยาเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล


2. การตรวจสภาพการทำงานของไต (Blood Urea Nitrogen and Creatinine)

2.1 Blood Urea Nitrogen (BUN)

คือการหาสาร Urea Nitrogen ในเลือดเพื่อดูการทำงานของไต ทั้งนี้เนื่องจาก ยูเรียเป็นผลิตผลสุดท้ายของการเผาผลาญโปรตีน ซึ่งจะถูกขับออกทางไต ค่าปกติ 8-16 mg/dl
BUN เพิ่มขึ้น พบได้ในกรณีที่มีการสังเคราะห์ยูเรียมากไป โดยอาจมาจากสาเหตุจาก
- การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
- มีการทำลายของโปรตีนในร่างกายมาก เช่น ภาวะไข้, ติดเชื้อ,ได้รับการผ่าตัดใหญ่
- ระยะหลังของการตั้งครรภ์
- มีภาวะขาดน้ำ เช่น ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น

2.2 Creatinine (Cr)
คือการหาสาร Creatinine ในเลือดเพื่อประเมินสมรรถภาพของไต ค่าปกติ 0.6 – 1.3 mg/dl
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตน
ในกรณีที่มีค่า BUN และ Creatinine สูงกว่าปกติ
-ควรลดอาหารที่มีรสเค็มจัด
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
-ควรปรึกษาแพทย์

2.3 ตรวจระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด (Cholesterol)
คือการหาค่า Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ได้ มาจากการรับประทานอาหารและร่างกายสร้างขึ้นเองบางส่วน Cholesterol เป็นสารสำคัญสำหรับร่างกายแต่ถ้ามีมาก เกินไป จะทำให้มีการพอกของไขมันในหลอดเลือด และอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ค่าปกติ 125 - 220 mg/dl (สำหรับบางร.พ. มาตรฐานอาจอยู่ที่ 200 mg/dl หรือ 250 mg/dl )

2.4 ตรวจระดับไขมันไทรกรีเซอไรด์ (Triglyceride)
คือ ไขมันที่ได้จากการรับประทานอาหารและการ สร้างขึ้นเองในร่างกาย เมื่อถูกเผาผลาญจะให้พลังงานมาก ระดับ Triglyceride มักไม่ค่อยคงที่ สูงๆ ต่ำๆ ได้ง่าย ขึ้นอยู่กับ ปริมาณอาหารที่รับประทาน ในกรณีที่สูงมากๆและเป็นเวลานาน ก็อาจเป็นผลให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตันได้ ค่าปกติ 20 - 150 mg/dl
ข้อควรปฏิบัติเพื่อลดไขมันในเลือด
- ควบคุมปริมาณอาหารประเภทไขมันสูง เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนื้อสัตว์ติดมัน เนย กะทิ เป็นต้น
- เลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันปริมาณมากๆ หรือถ้าจะใช้ก็ควรใช้น้ำมันจากพืช (เช่น น้ำมันถั่วเหลือง )
- เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น คะน้า หอมใหญ่ ฝรั่ง ส้ม ฯลฯ
- งดหรือลดบุหรี่
- งดเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

2.5 HDL-C โคเลสเตอรอลในร่างกาย
แบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ
1.High Density Lipoprotein Cholesterol (HDLc) และ
2.Low Density Lipoprotein Cholesterol (LDLc)
งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า HDLc เป็นโคเลสเตอรอลประเภทที่มีผลดีต่อร่างกาย ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดตีบตัน ดังนั้นการมีค่า HDLc ที่สูงจึงเป็นสิ่งที่ดี ดังนั้นในการตรวจโคเลสเตอรอล หากพบว่ามีค่าสูงเกินมาตรฐาน ควรจะตรวจระดับของ HDLc ประกอบการแปลผลด้วย ค่าปกติ 35-65 mg/dl
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อให้มีระดับ HDLc ที่สูงเหมือนกับการปฏิบัติตนในหัวข้อการลดไขมันในเลือดข้างต้น

2.6 ตรวจระดับกรดยูริคในเลือด (Uric Acid)
คือ การตรวจหายูริคซึ่งเป็นของเสียที่เป็นผลมาจากการเผาผลาญ สารพิวรีน (purine) ซึ่งมีมากในเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ยอดอ่อนของผัก เช่น หน่อไม้ เห็ด แตงกวา ถั่วเกือบทุกชนิด และเกิดจากการสลายตัวของเซลล์ในร่างกาย กรดยูริคที่มีอยู่ในเลือดจะถูกขับออกทางไต ในกรณีที่มี ยูริคมากเกินไป จะทำให้ตกผลึกสะสมอยู่ตามข้อ ผิวหนัง ไต และอวัยวะอื่นๆ ทำให้เกิดโรคเก๊าท์ได้ ค่าปกติ 2.2 – 8.1 mg/dl
ข้อควรปฏิบัติ
- งดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก อาหารทะเล ยอดอ่อนของผัก (เช่น หน่อไม้ ชะอม ยอดผักโขม เป็นต้น ) เห็ด แตงกวา ถั่วทุกชนิด
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันการตกผลึกของกรดยูริค


3. การตรวจสมรรถภาพการทำงานของตับ (SGOT and SGPT)

3.1 Serum Glutamic Oxaloacetic Transaminase (SGOT)

คือ enzyme ซึ่งอยู่ในเนื้อเยื่อของหัวใจ ตับ กล้ามเนื้อไต สมอง ตับอ่อน ม้าม และปอด หากเนื้อเยื่อเหล่านี้ได้รับอันตราย SGOT ในเลือดจะสูงขึ้น และจะเพิ่มทันทีใน 12 ชั่วโมง แล้วค่อยๆต่ำลงเนื่องจากถูกเผาผลาญไป ค่าปกติ 0 - 37 U/L

3.2 Serum Glutamic Pyruvic Transaminase (SGPT)

คือ enzyme ที่พบในตับ หัวใจ กล้ามเนื้อ และไต ใช้ในการหาอาการของตับอักเสบ และบอกได้เฉพาะเจาะจงกว่า SGOT ค่าปกติ 0 - 4 0 U/L

การตรวจหา enzyme SGOT, SGPT เป็นการตรวจเพื่อประเมินสมรรถภาพการทำงานของตับ มักจะพบว่าสูง ในคนที่ดื่มสุรามาเป็นเวลานาน หรือแม้แต่การดื่มเป็นบางโอกาสแต่ปริมาณมาก ก็อาจสูงได้ ในกรณีไม่ดื่มสุรา อาจจะเกิดได้จาก
- เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ B
- การรับประทานยาบางอย่างที่มีผลต่อตับ
- ถูกผลกระทบจากการสัมผัสสารเคมีบางอย่างโดยสม่ำเสมอ (เช่นการฉีดยาฆ่ายุงโดยที่ไม่มีการป้องกันตัวเอง)

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ในผู้ที่ดื่มสุรา ควรงดการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเด็ดขาดแม้แต่การดื่มในบางโอกาส
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมี หากจำเป็นก็ควรมีการป้องกันตนเองอย่างถูกต้อง
- ลดปริมาณอาหารประเภทไขมัน (เพื่อลดการทำงานของตับในระยะที่ตับอักเสบ)
- ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป

_________________
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
PostPosted: Sun Jun 14, 2009 4:41 pm 
Offline
Site Admin
User avatar

Joined: Wed May 13, 2009 1:06 am
Posts: 503
ค่าปกติค่าอ้างอิงของผลการตรวจเลือดในงานโลหิตวิทยา CBC

(แต่ค่าอ้างอิงที่ใช้ในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน โดยบางโรงพยาบาลอาจใช้
ค่าอิงแยกเพศชาย-หญิงด้วย ที่สำคัญอย่าลืมดูหน่วยให้ตรงกันกับค่าอ้างอิงด้วยด้วย)


การรายงานผล complete Blood Count (CBC)
รายงานเป็นค่า โดยใช้ค่าอ้างอิง (reference value)


Hb (g/dl) 12-18
Hct (%) 37-52
RC (x106/ul) 4.2-5.4
MCV (fl) 80-99
MCH (pg) 27-31
MCHC (g/dl) 31-35
WBC (103/ul) 4-11
Platelet (x103/ul) 150-440
% N 40-74
% L 19-48
% M 3.4-9
% E 0-7
% B 0-1.5


(ค่าอ้างอิงที่ใช้ในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน โดยบางโรงพยาบาลอาจใช้ค่าอิงแยกเพศชาย-หญิงด้วย)

ค่าปกติของการตรวจ CBC

RBC (varies with altitude):

ชาย: 4.7 to 6.1 million cells/mcL
หญิง: 4.2 to 5.4 million cells/mcL

WBC : 4,500 to 10,000 cells/mcL

Hematocrit (varies with altitude):
ชาย: 40.7 to 50.3 %
หญิง: 36.1 to 44.3 %

Hemoglobin (varies with altitude):
ชาย: 13.8 to 17.2 gm/dL
หญิง: 12.1 to 15.1 gm/dL

MCV: 80 to 95 femtoliter

MCH: 27 to 31 pg/cell

MCHC: 32 to 36 gm/dL

Note:
cells/mcL = cells per microliter
gm/dL = grams per deciliter
pg/cell = picograms per cell

_________________
การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง
Image


Top
 Profile  
 
 Post subject: Re: การตรวจสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
PostPosted: Mon Jun 15, 2009 1:10 pm 
Offline
User avatar

Joined: Sun Jun 07, 2009 12:02 pm
Posts: 15
ขอบคุณมากค่ะ :P


Top
 Profile  
 
Display posts from previous:  Sort by  
Post new topic Reply to topic  [ 5 posts ] 

All times are UTC + 7 hours [ DST ]


Who is online

Users browsing this forum: No registered users and 0 guests


You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot post attachments in this forum

Search for:
Jump to:  
cron
Donate Now
Donate Now


SubIPB3.0 Designed by Lee Gao - http://6.dot.ch/.

Hosted by © 2014 FreeForums.org | Create a free forum | Powered by phpBB
About FreeForums | Legal | Advertise Here | Investors | Contact FreeForums.org
Report Violation
suspicion-preferred